สิวอักเสบเป็นสิวประเภทหนึ่งที่ทำร้ายผิวของเราได้มากกว่าที่คิด บางคนเข้าใจว่าถ้าเป็นสิว แค่รอให้สิวแห้งหรือยุบไปเองก็จบแล้ว แต่ความจริงเมื่อมีสิวขึ้นมาบนใบหน้า เริ่มต้นอาจเป็นเพียงสิวขนาดเล็กธรรมดา พอเวลาผ่านไปนานเข้า ผิวก็เริ่มเกิดกระบวนการอักเสบ มีรอยนูนแดงขนาดใหญ่ขึ้น พอมือไปโดนก็เจ็บ ใช้เวลารักษานาน สิวหายช้า เมื่อหายก็ยังจะทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าด้วย สิวอักเสบจึงเป็นฝันร้ายของใครหลายคน
ปัญหาผิวที่เกิดจากสิวอักเสบ
เมื่อสิวเกิดการอักเสบขึ้น ผิวจะเริ่มกระบวนหลั่งสารออกมาเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกระทบต่อเนื้อเยื่อผิวรอบข้างด้วย โดยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ผิวชั้นนอกเท่านั้น แต่รวมถึงชั้นผิวด้านในด้วย ยิ่งถ้ามีการอักเสบเกิดซ้ำบ่อย หรือมีการรบกวนผิว เช่น การบีบ แคะ หรือแกะสิว โครงสร้างผิวจะฟื้นตัวได้ยากขึ้น ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน และนำไปสู่ผลแทรกซ้อนหลายรูปแบบ ทำให้ผิวที่เคยเรียบเนียนเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิม
5 ผลแทรกซ้อนจากสิวอักเสบ
เมื่อกระบวนการอักเสบสิ้นสุดลง ผิวหนังจะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่ผิวมักเกิดความผิดปกติ จนกลายเป็นอาการแทรกซ้อนจากสิวอักเสบ
1. รอยแดงสิว รอยดำสิว
รอยแดงสิวเป็นรอยแรกๆ ที่เกิดขึ้นทันทีที่หัวสิวหลุดออกไป รอยแดงเกิดจากการที่เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นเกิดการขยายตัวค้างอยู่ เนื่องจากการอักเสบกระตุ้นให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากเป็นพิเศษเพื่อซ่อมแซมบาดแผล แม้ผิวจะดูเรียบเนียนแล้วแต่สีผิวยังคงแดงเด่นชัด โดยเฉพาะในคนที่มีผิวขาว รอยแดงนี้อาจอยู่กวนใจได้นานหลายเดือนหากไม่ได้รับการดูแล
สำหรับคนที่มีผิวสองสีหรือผิวเข้ม มักจะเจอกับปัญหารอยดำมากกว่ารอยแดง เกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงจากการอักเสบ ทำให้ผลิตเมลานินออกมามากผิดปกติเพื่อปกป้องผิว รอยดำจากสิวมีความทนทานและจางลงยากกว่ารอยแดงมาก ยิ่งถ้าเราไม่ทากันแดดป้องกัน รอยดำเหล่านี้จะยิ่งเข้มและฝังลึกจนทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ

2. แผลเป็นหลุมสิว
หลุมสิวเป็นฝันร้ายที่สุดของคนเป็นสิว เพราะเป็นการสูญเสียเนื้อผิวอย่างถาวร เมื่อการอักเสบกินลึกทำลายคอลลาเจนจนแหว่งหายไป ร่างกายไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาเติมเต็มได้ทัน ผิวจึงยุบตัวลงกลายเป็นหลุม ซึ่งไม่สามารถรักษาให้กลับมาเรียบเนียนได้ด้วยการทาครีมเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อรักษาเท่านั้น
3. แผลเป็นนูนและคีลอยด์
คีลอยด์เป็นรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับรอยหลุมสิว บางคนมีระบบการซ่อมแซมผิวที่มากเกินไป ทำให้มีการสร้างพังผืดและคอลลาเจนออกมามากเกินความจำเป็นจนล้นออกมานอกขอบเขตแผลเดิม กลายเป็นก้อนเนื้อนูนแข็งที่เรียกว่าคีลอยด์ มักพบบ่อยบริเวณกรอบหน้า คาง และหน้าอก นอกจากจะดูไม่สวยงามแล้ว บางครั้งยังมีอาการคันและเจ็บร่วมด้วย
4. รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน
แม้จะไม่เกิดเป็นหลุมลึก แต่สิวอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำซากในบริเวณเดิมจะทำให้ผนังรูขุมขนอ่อนแอและสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวกว้างขึ้น ผิวบริเวณนั้นจะดูหยาบกร้าน ไม่ละเอียดเรียบเนียนเหมือนเดิม ทำให้การแต่งหน้าทำได้ยากและผิวดูแก่กว่าวัย
5. ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย และมีสิวขึ้นซ้ำ
ผิวที่ผ่านการอักเสบซ้ำๆ จะสูญเสียสมดุลผิว ชั้นปกป้องผิวอ่อนแอลง ทำให้ผิวระคายเคืองง่าย แดงง่าย และตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์บำรุงได้น้อยลง ส่งผลให้การดูแลผิวในระยะยาวทำได้ยากขึ้น เมื่อผิวที่เคยอักเสบไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเพียงพอ ต่อมไขมันและรูขุมขนบริเวณเดิมจะมีโอกาสเกิดการอุดตันซ้ำ ทำให้สิวกลับมาขึ้นซ้ำที่จุดเดิม เป็นวงจรสิวที่ไม่จบง่าย และเพิ่มความเสี่ยงของรอยสิวและหลุมสิว

วิธีดูแลผิวให้แข็งแรงและลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน
- หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว เพราะการบีบเป็นการเพิ่มแรงดันให้ถุงหนองแตกกระจายลึกลงไปใต้ผิวหนัง เปลี่ยนสิวธรรมดาให้กลายเป็นสิวอักเสบรุนแรงและเพิ่มโอกาสเกิดหลุมสิวได้หลายเท่าตัว
- ลดการอักเสบให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้สิวอักเสบหายเอง เราควรใช้ยาแต้มสิวเพื่อฆ่าเชื้อสิวและลดการอักเสบ
- ปกป้องผิวจากแสงแดด การทาครีมกันแดดเป็นประจำจะช่วยให้รอยจางไวขึ้นและลดความเสี่ยงที่แผลเป็นจะชัดเจนกว่าเดิม
การดูแลสิวอักเสบต้องอาศัยความใจเย็นมากๆ พยายามดูแลตัวเองอย่างระมัดระวัง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เหมาะสม หลักเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว ทั้งการจับ แคะ แกะ หรือเกาสิว เพื่อไม่ให้สิวอักเสบหนักขึ้น กรณีที่สิวอักเสบเป็นหนักขึ้นแนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา และรับการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรส เพื่อให้ผิวหน้าของเรากลับมาแข็งแรง และเรียบเนียนอย่างดูเป็นธรรมชาติ

