สิวและหลุมสิวเป็นปัญหาที่มักเกิดต่อเนื่องกัน เริ่มจากสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ เมื่อสิวยุบตัวลงกลับทิ้งรอยดำ รอยแดง และหลุมสิวไว้บนใบหน้า ทำให้ผิวแลดูไม่เรียบเนียน โดยเฉพาะคนไข้ในพื้นที่ภูเก็ตที่ต้องเจอกับอากาศร้อนชื้น แสงแดดจัด สภาพอากาศลักษณะนี้กระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานหนักขึ้น เหงื่อและความมันสะสมบนใบหน้าง่าย เชื้อแบคทีเรียก่อสิวเจริญเติบโตได้ดี จึงมีคนไข้หลายรายที่มีสิวอักเสบเรื้อรังและหลุมสิว
คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจคือ รักษาสิวและหลุมสิวไปพร้อมกันได้ไหม? บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุของสิว หลุมสิว ไปจนถึงแนวทางการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
สิว เกิดจากอะไร?
สิวเป็นภาวะอักเสบของรูขุมขนที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ต้นเหตุหลักคือต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมัน หรือ Sebum ออกมามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนทำงานสูงขึ้น เช่น วัยรุ่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลบางชนิด เมื่อน้ำมันส่วนเกินรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วภายในรูขุมขน จะเกิดการอุดตันเป็นหัวสิวขาวหรือหัวสิวเปิด ซึ่งเป็นสิวอุดตันในระยะแรก
หากรูขุมขนที่อุดตันมีเชื้อแบคทีเรีย C.acnes เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบ ทำให้เกิดสิวอักเสบชนิดตุ่มแดง ตุ่มหนอง ไปจนถึงสิวหัวช้างที่มีลักษณะเป็นก้อนบวมแดงลึกใต้ผิว ยิ่งสิวอักเสบเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิมบ่อยครั้ง โอกาสที่ผิวจะเกิดหลุมสิวตามมาก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
หลุมสิว เกิดจากอะไร
หลุมสิวเกิดจากการอักเสบที่ลึกลงไปในชั้นผิว เมื่อสิวอักเสบรุนแรงเป็นระยะเวลานาน ผนังรูขุมขนและเนื้อเยื่อรอบๆ อาจถูกทำลาย ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูผิว หากร่างกายสร้างคอลลาเจนทดแทนกลับมาได้ไม่เพียงพอต่อโครงสร้างที่เสียไป ผิวบริเวณนั้นจะยุบตัวลงจนกลายเป็นหลุมสิว ลักษณะหลุมสิวออกเป็นหลายรูปแบบ เช่น
- Boxcar หลุมสิวที่มีขอบชัดและก้นแบน
- Ice Pick หลุมสิวที่มีลักษณะแคบและลึก
- Rolling หลุมสิวที่มีขอบลาดและพื้นผิวเป็นคลื่น
ผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี มักมีสภาพผิวที่อ่อนแอ มีรอยหลุมสิวกว้างและลึก จึงทำให้การฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียนต้องใช้ระยะเวลานาน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมรักษาสิว รักษารอยดำ รักษาหลุมสิว

รักษาสิวและหลุมสิวไปพร้อมกันได้ไหม
ได้ แต่ทางคลินิกไม่แนะนำ เพราะหากผิวยังมีสิวอักเสบอยู่จำนวนมากหรือมีการอักเสบต่อเนื่อง แม้จะฟื้นฟูหลุมสิวไปพร้อมกัน ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดหลุมสิวใหม่ตามมา ดังนั้น จึงควรดูแลและควบคุมสิวที่มีอยู่ก่อน จากนั้นแพทย์จึงจะประเมินและวางแผนโปรแกรมดูแลหลุมสิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวในลำดับถัดไป
แนวทางการดูแลสิวและหลุมสิว
ขั้นตอนที่ 1 ลดการอักเสบสิว
แพทย์จะเน้นไปที่การลดสิวอุดตัน ลดการอักเสบ และควบคุมความมัน ด้วยการกดสิว ฉีดสิว การฉายแสงบำบัด ร่วมกับการใช้ยาทาหรือยารับประทานตามความเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 2 ฟื้นฟูสภาพผิวให้แลดูเรียบเนียน
เมื่อสิวอักเสบลดลงและผิวมีความแข็งแรงขึ้นแล้ว แพทย์จะประเมินชนิดของหลุมสิวและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น การใช้โปรแกรม RF Microneedling เพื่อลดการดึงรั้งของพังผืดและช่วยฟื้นฟูสภาพผิวจากภายใน
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำไมถึงไม่ควรทำเลเซอร์หลุมสิว ขณะที่ยังเป็นสิวอักเสบ
การรักษาหลุมสิวให้กลับมาแลดูตื้นและเรียบเนียนขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้เครื่องมือกลุ่มที่ส่งพลังงานความร้อนลงไปใต้ชั้นผิว เช่น โปรแกรม RF Microneedling ที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุผ่านหัวเข็มช่วยฟื้นฟูสภาพผิว หากแพทย์ยิงพลังงานเหล่านี้ลงไปบริเวณที่กำลังมีสิวอักเสบ จะส่งผลเสียกับผิว ดังนี้
- กระตุ้นการอักเสบให้รุนแรงขึ้น ความร้อนและการเสียดสีจากเครื่องมือจะไปกระตุ้นเชื้อแบคทีเรีย C. acnes ทำให้สิวที่อักเสบอยู่แล้วเกิดอาการบวมแดงรุนแรงกว่าเดิม
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลาม การทำเลเซอร์ที่มีแผลหรือการใช้เข็ม อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียจากหัวสิวกระจายไปยังบริเวณรูขุมขนข้างเคียง ทำให้สิวเห่อลุกลามเป็นวงกว้าง
- ส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อผิว เพราะช่วงที่กำลังอักเสบผิวจะมีความอ่อนแออย่างมาก การส่งความร้อนเข้าไปในชั้นผิว อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้รับผลกระทบและเสี่ยงต่อการเกิดหลุมสิวที่ลึกกว่าเดิม
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
การดูแลปัญหาสิวและหลุมสิวเป็นการดูแลปัญหาผิวที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ผู้เข้ารับบริการจึงควรดูแลผิวอย่างมีวินัย แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเข้ามาประเมินสภาพผิวกับแพทย์ก่อน แพทย์จะประเมินความรุนแรงของสิว ความพร้อมของผิว และลักษณะของหลุมสิวก่อนเลือกโปรแกรมดูแลที่เหมาะสม ช่วยวางแผนการดูแลสิวและหลุมสิวอย่างถูกวิธี และเหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล

