หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบำรุงผิวรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอแต่รอยคล้ำใต้ตาก็ยังไม่จางลงสักที บางครั้งนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วแต่พอตื่นมาส่องกระจกก็ยังเห็นขอบตาดำจนทำให้หน้าดูเหนื่อยล้า ต้นเหตุของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เราใช้ แต่อยู่ที่สาเหตุที่แท้จริงของรอยคล้ำนั้นต่างหาก
รอยคล้ำใต้ตาหลักๆ แบ่งออกเป็นสองประเภทคือรอยคล้ำที่มาจากโรคภูมิแพ้และรอยคล้ำที่มาจากโครงสร้างใบหน้า ซึ่งทั้งสองแบบมีที่มาและวิธีดูแลรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราทำความเข้าใจและแยกแยะลักษณะรอยคล้ำของตัวเองให้ถูกต้องจะช่วยให้เราเลือกวิธีดูแลผิวได้อย่างตรงจุดและเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น *ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ใต้ตาคล้ำจากภูมิแพ้ รอยคล้ำที่เกิดจากระบบเลือด
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้มักจะประสบปัญหารอยคล้ำใต้ตา สาเหตุหลักมาจากการอักเสบเรื้อรังภายในโพรงจมูก เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จะส่งผลให้เส้นเลือดบริเวณรอบดวงตาและโพรงจมูกขยายตัว เลือดดำจึงเกิดการคั่งค้างและไหลเวียนได้ไม่สะดวก ผิวหนังบริเวณใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบางและมีความใสน้อยกว่าผิวบริเวณอื่นบนใบหน้า เมื่อเส้นเลือดขยายตัว จึงมองเห็นความหมองคล้ำผ่านผิวหนังขึ้นมาได้อย่างชัดเจน

วิธีสังเกตใต้ตาคล้ำจากภูมิแพ้
- สีผิวรอบดวงตาจะออกไปทางโทนสีม่วง สีน้ำเงินเข้ม หรือสีดำแดง
- มักมีอากาทางสุขภาพอื่นร่วมด้วย เช่น อาการคันตา จมูกอักเสบ คัดจมูก หรือจามบ่อยๆ
- รอยคล้ำจะเห็นชัดเจนเท่ากันหมดไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแสงแบบไหน
- ทดสอบได้โดยใช้นิ้วดึงผิวหนังใต้ตาเบาๆ ให้ตึง หากเป็นรอยคล้ำจากภูมิแพ้สีผิวจะดูหมองคล้ำอยู่ และอาจเห็นเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังชัดเจนขึ้น
ใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างใบหน้า ปัญหาที่เกิดจากมิติและเงา
สำหรับรอยคล้ำใต้ตาอีกประเภทหนึ่งนั้นไม่ได้เกิดจากเส้นเลือดหรือเม็ดสีผิวที่เข้มขึ้น แต่เป็นผลมาจากลักษณะโครงสร้างกระดูกและไขมันบนใบหน้า เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นกระดูกเบ้าตาจะเริ่มยุบตัวลงตามวัย ประกอบกับชั้นไขมันที่เคยพยุงผิวบริเวณใต้ตาเกิดการฝ่อตัวหรือหย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง ทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดเป็นร่องลึกหรือที่มักเรียกกันว่าร่องน้ำตา
ความลึกของร่องน้ำตานี้เองที่เป็นตัวการสร้างปัญหา เมื่อแสงสว่างตกกระทบลงบนใบหน้า ร่องที่ยุบตัวลงไปจะทำให้เกิดเงาดำมืดพาดผ่านบริเวณใต้ตา ทำให้ดูเหมือนว่าเรามีขอบตาดำคล้ำอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าสีผิวบริเวณนั้นจะสว่างเท่ากับส่วนอื่นของใบหน้าก็ตาม รอยคล้ำประเภทนี้มักทำให้ใบหน้าดูอิดโรยและดูมีอายุมากกว่าวัย
วิธีสังเกตใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างใบหน้า
- มองเห็นเป็นร่องลึก รอยพับ หรือรอยขีดเว้าลงไปบริเวณถุงใต้ตาอย่างชัดเจน
- รอยคล้ำจะดูเข้มและลึกขึ้นเมื่อเราก้มหน้าหรืออยู่ในห้องที่มีแสงไฟส่องลงมาจากด้านบน
- ทดสอบได้ง่ายๆ โดยใช้แสงสว่างจากโทรศัพท์มือถือส่องจากด้านหน้าตรงเข้าหาใบหน้า หากพบว่ารอยคล้ำนั้นจางหายไปทันที แสดงว่ารอยคล้ำเกิดจากเงาตกกระทบของโครงสร้างใบหน้า ไม่ใช่สีผิวจริง

วิธีดูแลใต้ตาคล้ำให้กลับมาดูสุขภาพดี
เมื่อเราทราบแน่ชัดแล้วว่ารอยคล้ำใต้ตาของเราเกิดจากอะไร ขั้นตอนต่อไปคือเลือกวิธีดูแลให้เหมาะสมกับสภาพผิว เพื่อให้ดวงตากลับมาดูสดใสและดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เราสามารถแบ่งวิธีดูแลออกเป็นสองรูปแบบหลักตามสาเหตุได้ดังนี้
การดูแลใต้ตาคล้ำจากภูมิแพ้
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
สิ่งสำคัญคือพยายามหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำและรับประทานยาแก้แพ้เพื่อช่วยดูแลอาการ เมื่อต้นเหตุถูกควบคุมได้ รอยคล้ำก็จะค่อยๆ ดูจางลงตามไปด้วย
2. ฟื้นฟูผิวรอบดวงตาด้วยโปรแกรมเลเซอร์
สำหรับรอยคล้ำที่ฝังลึก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้โปรแกรมเลเซอร์เข้ามาช่วยดูแล โปรแกรมเลเซอร์บางชนิดมีคุณสมบัติในการช่วยดูแลปัญหาเม็ดสีและรอยแดงบริเวณใต้ตา ช่วยให้สีผิวใต้ตาดูสม่ำเสมอขึ้น
3. โปรแกรมทรีตเมนต์รอบดวงตา
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตา หรืออาจใช้โปรแกรมทรีตเมนต์ผลักวิตามินเข้าสู่ผิว เพื่อช่วยดูแลการไหลเวียนบริเวณรอบดวงตา ช่วยลดโอกาสเกิดอาการบวมช้ำ และช่วยให้ผิวรอบดวงตากลับมาดูแข็งแรงทนทานต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น
วิธีดูแลใต้ตาคล้ำจากโครงสร้างใบหน้า
1. บำรุงความชุ่มชื้นเพื่อลดรอยใต้ตา
แม้ร่องลึกหลักจะมาจากโครงสร้างใบหน้า แต่ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณผิวชั้นบนก็มีส่วนทำให้เงาดำดูชัดเจนขึ้นได้ เราจึงควรทาครีมบำรุงที่เน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิวรอบดวงตาดูอิ่มน้ำอยู่เสมอ ควบคู่กับการทาครีมกันแดดเพื่อช่วยปกป้องผิวไม่ให้แลดูบางลงกว่าเดิม
2. ปกป้องผิวจากแสงแดด เพื่อชะลอความเสื่อมของชั้นผิว
แสงแดดและรังสียูวีคือตัวการสำคัญที่ทำลายคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินใต้ผิวหนัง ซึ่งจะยิ่งทำให้ผิวบริเวณใต้ตาบางลงและส่งผลให้โครงสร้างร่องลึกดูชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะยาว การทาครีมกันแดดบริเวณรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ และสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกไปสัมผัสแดดจัด จะช่วยรักษาโครงสร้างผิวให้คงความยืดหยุ่นเอาไว้ได้นานขึ้น ช่วยดูแลปกป้องผิวไม่ให้แลดูบางลงก่อนวัย

ดูแลผิวรอบดวงตา ลดปัญหาใต้ตาคล้ำ กับ Phuket Skin Center
ใครที่กำลังมองหาวิธีดูแลผิวรอบดวงตาอย่างอ่อนโยนและครอบคลุมทั้งปัญหาความหมองคล้ำและโครงสร้างผิว โปรแกรม LDM MED สามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด โดยทำงานผ่านการส่งคลื่นอัลตราซาวนด์ความถี่สูงลงไปในระดับเซลล์ผิว มีประโยชน์ต่อผิวรอบดวงตา ดังนี้
- ฟื้นฟูความสดใสรอบดวงตา พลังงานจากคลื่นความถี่จะช่วยดูแลการไหลเวียนบริเวณรอบดวงตาให้ดีขึ้น ช่วยลดเลือนรอยคล้ำจากภูมิแพ้ และยังช่วยให้อาการบวมน้ำใต้ตาแลดูจางลงอย่างอ่อนโยน
- ปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูสภาพผิวในชั้นผิว ทำให้ผิวหนังบริเวณใต้ตาที่เคยบางกลับมาดูหนาแน่นและรู้สึกยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูเรียบเนียน
- เพิ่มความชุ่มชื้นผิว ช่วยเสริมการเก็บกักความชุ่มชื้นในชั้นผิว ทำให้ผิวรอบดวงตาดูอิ่มน้ำ รอยคล้ำที่เกิดจากความแห้งกร้านหรือริ้วรอยเล็กๆ จะค่อยๆ ดูจางลง
- ปลอบประโลมผิว การส่งคลื่นพลังงานเป็นไปอย่างนุ่มนวล ช่วยลดโอกาสเกิดความร้อนสะสมหรืออาการระคายเคือง เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีผิวรอบดวงตาบอบบางและแพ้ง่าย
*ผลลัพธ์การรักษาอาจแตกต่างไป ตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญในการดูแลผิวพรรณคือความสม่ำเสมอ นอกจากการพึ่งพาเทคโนโลยีแล้ว เราควรปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันด้วยเช่นกัน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ทาครีมกันแดดบริเวณรอบดวงตาเพื่อป้องกันรังสียูวี และดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น หากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วยังมีข้อสงสัยว่าโครงสร้างใต้ตาของเราควรใช้วิธีไหนดูแล แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินสภาพผิวอย่างละเอียด การวางแผนดูแลผิวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้เรามีดวงตาที่ดูสดใสและใบหน้าที่ดูสุขภาพดีได้อย่างที่ตั้งใจไว้

